Blogger Tricks
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

มาดัดนิสัยน้องแมวก้าวร้าวด้วย 5 วิธีนี้กันเถอะ !!!




             กัดเราบ้าง ขู่เราบ้าง ไม่ว่าเจ้าของแมวคนไหนก็ต้องกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมก้าวร้าวของน้องแมวอย่างเเน่นอน ดังนั้น 5 ข้อต่อไปนี้ อาจจะทำให้น้องแมวลดการเเสดงพฤติกรรมก้าวร้าวลงไปบ้าง

1. เล่นกับน้องแมวให้มากหน่อยๆ

ถ้าเราเล่นกับน้องแมว เเล้วมันกัด หรือขู่เรา นั้นก็แปลว่า เขาชินเเล้วที่จะกัดเราเเล้ว เเต่ก็ยังมีโอกาสในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ได้ คือการเปลี่ยนวิธีเล่น เราควรที่จะเล่นกับเขาด้วยการใช้สิ่งของร่วมด้วย เช่น ไม้ยาวๆ ที่มีลักษณะคล้ายเบ็ดตกปลา อาจจะใช้ลีลาในการเล่นกับเขาด้วย เช่น เเกว่งไปเเกว่งมา เลี้อยขึ้นเสาบ้าง ลงต่ำๆสูงๆ โดนตัวบ้าง เเต่ต้องให้เขาได้สัมผัสไม้นั้นด้วยๆ เขาจะได้ไม่โกทธ ถ้าเราเล่นกับเขาอย่างนี้บ่อยๆ เขาก็จะคิดว่า ไม้เบ็ดตกปลาคือศัตรูของเขา ไม่ใช่มือเรา ขาเรา 

2. สั่งสอนซะบ้าง

สั่งสอนในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ให้ใช้ความรุนเเรงกับเขา เเต่ให้ใช้รางวัลเเทน คือให้รางวัลเป็นอาหารโปรดหรือใช้เสียงของคุณแสดงการยอมรับเมื่อมันทำได้ถูก ต้อง 

3. ขังน้องแมวบ้างเวลาเขาทำความผิด

เช่น เวลาเขาโกทธเราบ้าง ขู่เราบ้าง เราก็ควรจะเอาเขาเข้าไปขังไว้ในที่มืดๆให้เขาสงบสติอารมณ์ลงบ้างก่อน เเล้วถ้าเขาอารมณ์ดีขึ้นเเล้ว เราก็สามารถปล่อยเขามาได้ เเต่ต้องระวังตอนที่เข้าไปอุ้มเขาด้วย


4. การทำหมัน


การทำหมันคือทางออกอย่างหนึ่งที่ทำให้น้องแมวลดพฤติกรรมก้าวร้าวลงไปได้บ้าง เพราะการทำหมันจะลดการหลั่งฮอร์โมนของน้องแมว 





5. การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายไม่เพียงเเค่ช่วยให้น้องแมวมีสุขภาพดีเท่านั้น การออกกำลังกายยังช่วยทำให้น้องแมวมีอารมณ์ที่ดี เเต่เราก็ควรที่จะเล่นด้วยเขาด้วย ไม่เเค่น้องแมวนะที่สุขภาพดี เเละอารมณ์ดี เราผู้ที่เป็นเจ้าของก็มีสุขภาพดีด้วยเหมือนกัน 

          








               ท้ายที่สุดเเล้วถ้าเราใช้ความรัก ความทะนุถนอมในการดูเเลน้องแมว ก็อาจจะทำให้น้องแมวลดพฤติกรรมก้าวร้าวลงไปบ้าง เพราะไม่ว่าเขาจะก้าวร้าวยังไง เขาก็ยังรับรู้อยู่ดีว่าเราเป็นเจ้าของ ของเขา เเละน้องแมวก็ยังรักเราอยู่ดีเเหละ 



มาดู 10 อันดับสายพันธุ์น้องแมวที่น่าเลี้ยงกันเถอะ


                                            

                                         10. เทอร์คิชเเองโกรา  (Turkish Angora)


           
                     มีขนคล้ายเส้นไหมเเละหนาเหมือนขนเเกะ มีตาสีเขียว เเละมีรูปร่างค่อนข้างใหญ่ มีถิ่นกำเนิดมาจากตุรกี (ศตวรรษที่ 16) ว่ากันว่าเป็นแมวพันธุ์ที่ขนยาวที่เก่าเเก่ที่สุด ถือเป็นต้นของตระกูลแมวขนยาว จึงทำให้สมัยนั้น ราชวงศ์อังกฤษ เเละฝรั่งเศสนั้นนิยมใช้เเมวพันธุ์นี้เป็นของขวัญให้เเก่กัน เนื่องในโอกาสพิเศษต่างๆ


9. เเมงส์ (Manx)


        หรือ เรียกกันว่า "บันนี่แคท" เพราะดูแล้วเหมือนกระต่าย เป็นแมวพันธุ์ที่ไม่มีหาง มีกำเนิดในประเทศอังกฤษ ลำตัวกลม ขาสั้น โดยที่ขาหลังจะยาวกว่าขาหน้าเล็กน้อย ดูแล้วเหมือนกระต่าย เป็นแมวหายากมากพันธุ์หนึ่ง

8. อเมริกัน ชอร์ตแฮร์ (American Shorthair)


         เป็นแมวที่มีลำตัวขนาดกลาง ถึงใหญ่ เเข็งเเรง มีลักษณะโครงหน้าเป็นรูปไข่เเละมีคางที่ที่ค่อนข้างใหญ๋ชัดเจน จะมีดวงตาที่กลมโต ขอบตาด้านนอกด้านบนจะโค้งลงมา สีของตาเป็นสีเขียว มีถิ่นกำเนิดจากยุโรป เเละถูกย้ายไปที่อมเริกาเหนือ เมื่อตอนที่คนยุโยปในสมัยนั้นพยายามอพยพหาที่อยู่ใหม่


                                                              7. ซอซี (Chausie)


             เป็นแมวที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ ระหว่างแมวบ้านเเละเสือกระต่าย มีความปราดเปรี่ยว ว่องไว เเละมีความสง่างาม ในตนเอง

                                                6. เเร็กดอลล์ (Ragdoll)


            เป็นแมวที่มีลักษณะเหมือนตุ๊กตา คือเวลาอุ้มขึ้นมาก็จะทำตัวอ่อนเหมือนไม่มีกระดูก ขนบริเวณเอวแน่นฟู จะมีเสียงร้องที่เบามาก และเป็นแมวที่ชอบความเงียบสงบ ไม่ชองสุสิงกับใครมากนัก เเต่ความรักนี่ยกให้เลย มีถิ่นกำเนิดมาจากอเมเริกา

                                      

                                                5.ทอยเกอร์ (Toyger)


                              ในประวัติศาสตร์ แมวชนิดนี้เป็นแมวสายพันธุ์หนึ่งที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์โดย Judy Sudgen เมื่อช่วงปี 1980 นี้เอง เป็นแมวที่เกิดจากการผสมพันธุ์กันระกว่าง แมวสายพันธุ์ Domestic shorthair กับพันธุ์ Bengal เป็นแมวที่มีขนาดกลาง มีลายรอบตัว ที่อุ้งเท้าเเละปลายหางจะมีสีดำ ถือได้ว่าแมวชนิดนี้มีความฉลาด เเละมีลักษณะเหมือนเสือมากที่สุดด้วย

                                                        

                                                           4.เปอร์เซีย (Persian)



                 เป็นแมวที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่าง แมวเตอร์กิส เเละแองโกร่า กับแมวสายพันธุือื่น มีจมูกอยู่ในระดับเดียวกับตา โครงสร้างลำตัวสั้น ขาสั้นเตี้ย หูเล็กมีปลายหูที่กลมมน และอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกัน หางสั้นและตรง ไม่มีรอยหัก ขนยาวฟู มีถิ่นกำเนิดจากเปอร์เซีย หรืออิหร่าน


3. อาชีร่า (Ashera)


             เป็นแมวที่มีลักษณะคล้ายเสือดาวมีลักษณะลำตัวยาว ตาสีเหลืองหรือเขียว คอยาวหน่อย มีน้ำหนักมากที่สุดได้ถึง 13.6  ถือได้ว่า แมวพันธุ์นี้เป็นแมวที่ราคาสูงลิบเลยก็ว่าได้ๆ หลักล้านเลย   แมวอาชีร่า เป็นแมวพันธุ์ใหม่ที่คิดค้นผสมพันธุ์โดยทีมงานบริษัท แคลิฟอร์เนีย ไบโอเทค ผสมระหว่างแมวป่าแอฟริกัน  แมวเสือดาวเอเชีย (Asian Leopard Cat) และแมวบ้าน เป็นสัตว์เลี้ยงยอดฮิตของเหล่าไฮโซในอเมริกา


2. แมวทราย (Sand Cat)


        เป็นแมวที่มีลักษณะเล็ก มีความยาวเเค่ 50 เซนติเมตร ปีนป่ายและกระโดดไม่เก่ง แต่เป็นยอดนักขุด ทักษะการขุดมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำรงชีพในสถานที่ของแมวชนิดนี้ สามารถอดน้ำได้เป็นเดือนโดยอาศัยน้ำที่อยู่ในอาหาร มีถิ่นกำเนิดมาจากทะเลทรายซะฮาร่า


1. สก็อตทิช โฟลด์ (Scottish Fold)


                                











                 เป็นแมวขนาดกลาง เเละมีลำตัวที่กลม คอสั้น ตากลม หูพับขนาดเล็ก มีคางกลมมน จมูกสั้นโค้ง เเละที่สำคัญแมวชนิดนี้มีฉายา Smiling Cat ด้วย มีถิ่นกำเนิดจากสกอตเเลนด์



เเต่ ! แมวไทยของเราก็ไม่เเพ้ชาติใดในโลกนะ ดูนี่ซะก่อน !



แมววิเชียรมาศของเรา ซึ่งคำว่า วีเชียรมาศนี้แปลได้ว่า เพชรเเห่งดวงจันทร์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีถิ่นกำเนิดที่ไทยเรานี่เองๆ


นี่เเหละคือสิ่งที่น้องแมวต้องการ !!!


1. ความเงียบสงบ

ห้ามส่งเสียงดัง เวลาที่อยู่กับน้องแมว เพราะแมวไม่ชอบอะไรที่ช่างที่เสียงดัง เพราะจะทำให้เขาหงุดหงิด เเละเพลอๆอาจจะกัดเราเลยก็ได้

2. ของว่าง

ต้องมีของว่างให้น้องแมวเวลาที่หิวด้วยนะ โดยเฉพาะปลาทาโร่ ไม่ว่าแมวบ้านไหนก็คงจะชอบกินปลาทาโร่อย่างเเน่ๆ  หรือโยเกริ์ตก็ได้นะ


3. ที่นอนนุ่มๆ

อย่าว่าเมื่อตอนที่น้องแมวนอนบนเตียง เพราะเตียงของคนเรามีความนุ่มนิม ซึ่งน้องแมวเป็นสัตว์ที่ชอบอะไรก็ตามที่นุ่มๆนุ่มๆ เเล้วก็ทำการพักผ่อน ดังนั้นถ้าเราไม่อยากให้เขานอนบนเตียง ก็หาซื้อที่นอนสัตว์นุ่มๆให้เขานอน เเค่นี้เขาก็จะนอนที่ๆเราเตรียมไว้ให้เเล้ว เเต่อย่าลืมหมั่นทำความสะอาดด้วยนะ

4. อย่าใช้ความรุนเเรง


ห้ามตี เมื่อเขาทำผิด เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เราตีเขาขึ้นมา เขาก็จะมึนๆ งงๆ ว่าทำไมนะ ทำไมต้องตีเขาด้วย ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจหรอกว่าเรากำลังโกทธอยู่ เเต่ถ้าเราอยากจะให้เขาหยุดการกระทำนั้นซะ ก็ใช้ปืนฉีดน้ำก็เพียงพอเเล้ว ถ้าฉีดใส่เขาบ่อยๆ เวลาที่เขาทำผิด เขาก็จะรู้ตัวเองดีเลยว่า เขากำลังทำผิดอยู่ เเล้วก็จะไม่ทำอย่างนั้นอีก

5. อาบน้ำ หวีขนให้บ้างก็ได้


น้องแมวถึงแม้จะเป็นสัตว์รักสะอาด เเต่ก็ไม่สามารถที่จะกำจัดสิ่งสกปรกออกจากร่างกายเขาได้อย่างหมดจด ดังนั้นเราจึงต้องช่วยเขาอีกเเรงในการทำความสะอาดให้เขา สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็พอ อย่าอาบเยอะ เดี้ยวเขาจะไม่สบายซะก่อน เเล้วก็แปรงขนให้เขาด้วยนะ

6. เวลาส่วนตัว

 น้องแมวเป็นสัตว์ที่ต้องการโลกส่วนตัวสูงมาก ดังนั้นเราจึงต้องปล่อยให้เขามีเวลาให้กับตนเองซะบ้าง อย่าเข้าไปอุ้มเขามากไป เพราะถ้าเขาต้องการเรา เขาจะเข้ามาเอง

7. ปลอกคอ

ปลอกคอของน้องแมวนั้นเเสดงถึงความเป็นเจ้าของ คือน้องแมวตัวนี้มีเจ้าของเเล้วนะ ถ้ามีใครพบเจอเขาหลงไปที่ไหนก็ช่วยฏทรบอกเจ้าของได้อย่างทันที ดังนั้นปลอกคอจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับน้องแมวเป็นอย่างมาก

8. ความรัก


เราควรที่ให้ความรักกับน้องแมวอย่างสม่ำเสมอ เช่นเล่นกับเขาวันละ 30 นาทีเอง อุ้มเขาบ้าง ทำอาหารให้เขากินเอง เพราะจริงๆเเล้ว น้องแมวก็เป็นสัตว์ที่เหงาเป็นเหมือนกันนะ ดังนั้นอย่าปล่อยให้เขาเหงาจนออกไปเที่ยวนอกบ้านละ เดี้ยวจะติดเชื้อโรคมา เเล้วจะเป็นเรื่องใหญ่ เล่นกับเขา หาของที่ดึงดูดใจให้เขาอยู่เเต่ในบ้าน

อาบน้ำให้น้องแมวอย่างถูกวิธี



         


         ไม่ว่าแมวจะเป็นสัตว์ที่สะอาด สามารถ เลียตัวเองได้ เเต่ก็ยังต้องอาบน้ำอยู่ดี เพื่อชำระสิ่งสกปรกต่างๆที่เขาไม่สามารถทำความเองได้

1. ควรจะอาบน้ำให้น้องแมวในวันที่มีเเดดอ่อนๆ เพราะอาการเย็นหรือชื้นนั้นอาจจะทำให้น้องแมวเป็นหวัด หรือปอดบวมได้

2. ใช้น้ำอุ่นอาบ อย่าอาบในที่โล่งมากนัก เช่นห้องน้ำนี่กำลังดีเลย

3. ใช้มือจับบริเวณหนังตรงคอ เเล้วค่อยๆเอามือวักน้ำลูบตัวเขา ให้เปียกตั้งเเต่ช่วงลำคอลงมาถึงลำตัว เว้นที่หัวกับหน้าไว้

4. เทชมพูผสมกับน้ำที่เตรียมไว้ก่อนเเล้ว ทำเบาๆ เเต่เร็ว เพราะแมวเปียกนานไม่ได้ ถ้าจะใส่ครีมบวดก็ควรจะผสมน้ำ เเล้วตีให้เป็นฟองไว้ก่อน 

5. พอสะอาดเเล้ว ก็ค่อยๆเอาน้ำอุ่นมาลูบตัวเขาอย่างเบาๆ อย่าราดเลย เพราะน้องแมวอาจจะตกใจได้ 

6. เสร็จเเล้วก็นำผ้าขนหนูเช็ดตัวน้องแมวเบาๆ เเล้วเอาไดร์เป่าผมเป่าให้ อย่าปรับความร้อนของไดร์มากเกินไป เเละเว้นระยะห่างให้พอเหมาะ

7.อย่าลืมที่จะนำคอตตอนบัดเช็ดบริเวณรอบหู ในหู เเละตัดเล็บส่วนที่เเหลม เเละสกปรกทิ้งด้วย 

                  อาบครั้งเเรกอาจจะขัดขืน เเล้วโวยวายไปบ้างนะ เเต่ถ้าอาบไปซักครั้งสองครั้ง น้องแมวก็จะเริ่มชิน เเละเพลอๆ เขาอาจจะชอบอาบน้ำเลยก้ได้ ถ้าเราอาจถูกวิธี เเละไม่ทำให้เขากลัว เเต่ก็อย่าลืมนำแปรงหวีขนมาหวีให้เขาทุกๆวัน หรืออาทิตย์ละ 2-3 ครั้งด้วย เเค่นี้น้องแมวก็จะสะอาด เเละมีสุขภาพขนที่ดีเเล้วละ


4 วิธีที่ทำให้น้องแมวเเละน้องสุนัขเป็นเพื่อนกันได้


                       


                        นานแสนนานมาแล้วที่สุนัขและแมวไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม แต่ตอนนี้ มีวิธีที่ง่ายนิดเดียวที่สามารถทำให้สุนัขและแมวสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และมีความสุข

1.กรรมการ   


                      จริงๆแล้วสุนัขและแมวก็มีอคติกันตั้งแต่แรกแล้ว โดยเฉพาะตอนเจอกันครั้งแรกเเล้วยิ่งไปใหญ่ เพราะอาจจะเกิดศึกขึ้นมาได้ เเละนี่เเหละคือเหตุผลที่เราควรจะเป็นกรรมการให้พวกเขาชั่วคราว เพื่อคอยห้ามปรามทั้งสองตัว แล้วพวกมันก็จะเกรงใจและหยุดไป หลังจากนั้นพวกมันก็จะชินที่จะอยู่ด้วยกันไปเอง 


 2.เพิ่มสุนัข


          
                 ถ้าคุณเลี้ยงแมวอยู่ก่อนแล้ว แต่อยากจะหาสุนัขมาเลี้ยงเพิ่มก็ควรให้ทั้งสองตัวทำความรู้จักกันเสียก่อน โดยการนำทั้งสองตัวมาเผชิญหน้ากันตรง ๆ ซะเลย เจ้าสุนัขจะได้รู้ว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้มีมันเพียงตัวเดียวแต่ต้องอยู่ร่วมกับแมวด้วย แรก ๆ ที่เจอกันอาจจะยังเขม่นกันอยู่ ฉะนั้นคุณก็ควรหาที่ซ่อนตัวเผื่่อเกิดเหตุฉุกเฉินเอาไว้ด้วย แต่ถ้าพวกมันคุ้นหน้ากันแล้วก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วล่ะ

 3. เพิ่มแมว



               สำหรับคนที่เลี้ยงสุนัขเอาไว้ วันดีคืนดีก็อยากได้ตัวนุ่มๆหอมๆมกอดล่ะก็ ก็ควรรู้จักพฤติกรรมสุนัขของคุณให้ดีซะก่อน หากสุนัขของคุณเป็นสุนัขแสนเชื่องเชื่อฟังคุณทุกอย่างแบบนี้ก็สามารถเลี้ยงแมวเพิ่มอีกตัวได้ แต่ถ้าสุนัขของคุณเป็นสุนัขประเภทที่ดื้อ และไม่ค่อยเชื่อฟังเสียเท่าไร ก็จะยากหน่อยนะที่จะนำแมวเข้ามาเลี้ยงด้วยกัน


 4. แนะนำตัว 


                 เราควรจะนำพวกเขาเข้ามารู้จักกันตั้งแต่พวกเขายังเป็นละอ่อนจะยิ่งดี เพราะพวกเขาจะสามารถเข้ากันได้ดีกว่า และคุ้นเคยกลิ่นกันได้ดีกว่า แต่ถ้าโตๆกันแล้วก็ ควรจะเปิดประตูไว้สักนิดเพื่อให้เขาได้ทำความรู้จักกัน แล้วสังเกตุดูว่าถ้าไม่มีอะไรผิดปกติก็สามารถให้เขาลองทำความรู้จักกันให้มากกว่าเดิมได้ หรือไม่ก็ขังน้องสุนัขหรือน้องแมวเอาไว้ แล้วให้พวกเขาดมกันจนชิน แล้วก็ปล่อยให้เผชิญหน้ากันสักแปบหนึ่ง



                   แค่นี้แหละ พวกเขาก็เข้ากันได้แล้ว ไม่ว่าคุณอยากจะเลี้ยงสุนัขหรือแมวเพิ่ม ก็ไม่มีปัญหาอีกต่อไปเเล้ว และหวังว่า 4 ข้อนี้ง่ายๆนี้จะทำให้มีเพื่อนซี้ต่างสายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นอีกนะ สุดท้ายที่สุดเลยคือ เราควรจะให้ความอบอุ่นกับพวกเขาทั้งสุนัขและแมวให้อบอุ่นเท่าๆกันด้วย






วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพน้องแมว



1. ควรพาลูกแมวอายุตั้งแต่ 6 สัปดาห์ ไปเริ่มฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดต่อสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้หัดแมว โรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงการถ่ายพยาธิในลำไส้  นอกจากนี้ควรจะป้องกันโรคพยาธิหนอนหัวใจเอาไว้ด้วย และควรกำจัดหมัดและไรในหูด้วยการหยดยาเป็นประจำทุกเดือน เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว
2. การเลี้ยงแมวนั้น เราควรจะสอนให้เขาอยู่แต่ในบ้าน ไม่เที่ยวกลางคืน เพราะจะสามารถติดเชื้อโรคติดต่อต่างๆได้ เช่น โรคหัด เอดส์

3. การเลือกอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมให้กับลูกแมวเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรให้อาหารเม็ดสลับกับอาหารเปียก จะเลือกแบบที่เป็นกระป๋องหรือที่ผู้เลี้ยงปรุงเองก็ได้ หากเลือกแบบสำเร็จรูป ควรเลือกอาหารที่ให้คุณประโยชน์ครบถ้วน แนะนำแบบที่ทำจากปลาแท้ๆ มีโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยบำรุงขนให้สวย มีสุขภาพผิวที่ดี แถมยังมีแคลเซียมเพื่อกระดูกและฟันที่แข็งแรง และมีทอรีนเพื่อดวงตาสดใส โดยต้องเลือกให้เหมาะกับขนาดและช่วงวัยของแมว และที่สำคัญอย่าลืมให้แมวได้กินน้ำอย่างเพียงพอด้วย

4. การทำหมันให้น้องแมว ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้หรือตัวเมียควรจะทำตั้งแต่เล็กๆ อายุ 4 เดือนขึ้นไป เพื่อลดพฤติกรรมก้าวร้าวในการหวงอาณาเขต หรือการต่อสู้ในฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งการทำหมันในตัวเมียยังช่วยลดมะเร็งเต้านมได้อีกด้วยที่สำคัญก็ยังช่วยลดการออกไปเที่ยวนอกบ้านในแมวเด็กได้ด้วย

5. ไม่ควรเลี้ยงแมวไว้ในที่เดียวกันมากเกิน 3 ตัว เพราะน้องแมวจะทะเลาะกัน หรือแมวไม่ได้รับการดูแลทั่วถึง จนอาจป่วยและไม่แสดงอาการ กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และเผยแพร่เชื้อโรคไปยังแมวตัวอื่นๆ ได้ ดังนั้น การเลี้ยงแมวในบ้านควรเลี้ยงไม่เกิน 3 ตัว เพื่อคุณจะได้ดูแลสุขภาพและให้ความรักได้อย่างทั่วถึง



มาเล่นกับเเมวให้ถูกวิธีกันดีกว่า


วิธีเล่นแบบถูกต้อง


         คือการเล่นกับเเมวโดยใช้สิ่งของ อย่างเช่น ไม้สำหรับการเล่นกับเเมวโดยเฉพาะ ที่มีลักษณะเป็นไม้แบบยาวพอประมาณ (คล้ายไม้เบ็ดตกปลา) พอประมาณนี่หมายถึงไม้ที่ยาวจนเขาไม่สามารถเล่นเพลินจนเราโดนลูกหลงไปด้วย เเละไม้นั้นก็อาจจะมีขนไก่ หรือ ลูกบอล ซึ้งเราก็สามารถประดิษฐิ์ไม้ยาวๆนั่น ขึ้นมาเองได้
        วิธีเล่นก็คือ เเกว่งไปเเกว่งมา เลี้อยขึ้นเสาบ้าง ลงต่ำๆสูงๆ โดนตัวบ้าง พยายามทำเหมือนเราเป็นเหยื่ออันโอชะที่รอคอยให้เขามางาบไป (อย่างเป็นธรรมชาตินะ) ตอนสุดท้ายก็ยอมตายให้เขาจับไปซะ เเค่นี้เขาก็จะคิดว่า เราเเพ้ เเละเขาก็ชนะเเล้ว

                                                 วิธีเล่นแบบผิด


         คือการที่เราใช้มือเล่นกับน้องแมว เเล้วให้เขากัดบ่อยๆ อาจจะทำให้เขาคิดว่า "โอ้ย...มือนี่กัดได้ เล่นได้" ตอนน้องแมวยังเล็กๆเด็กๆก็คงไม่เท่าไร ไม่มีบาดแผล มีเเค่รอยเเดงๆ เเต่ตอนโตเนี่ยสิ เล็บยาวขึ้น ฟันเเหลมคม เเรงก็เยอะขึ้น คราวนี้เเหละ มีรอยเเผลเต็มเเน่ๆ ห้ามกัดนะ ห้ามเท่าไรก็ห้ามไม่ฟัง
         วิธีเเก้สำหรับเเมวที่ก้าวร้าวไปเเล้วก็คือ การใช้ของเล่นเเทนมือก็อย่างเช่นไม้ยาวๆที่ได้กล่าวไปข้างต้น (ที่มีลักษณะคล้ายไม้เบ็ดตกปลา) เเต่อย่าเล่นจนเขสโมโหนะ เดี้ยวจะกลายเป็นแมวขี้โมโหขึ้นมาทันที

เวลาในการเล่น


เราควรจะมีเวลาเล่นกันเขาวันละ 2 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 15-30 นาที  
คำเตือน : ถ้าน้องแมวรู้สึกว่าเราให้เวลาเขาน้อยเกินไปละกันนะ เขาก็อาจจะเรียกร้องความสนใจด้วยการกัดที่ข้อเท้าคุณตอนที่คุณเคลื่อนไหวไปมา เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่อยากเจอแบบนี้ ก็อย่าปล่อยให้เขาเหงานะ ควรให้เวลา เเละความรักเเก่เขาให้มากๆ


ความเชื่อเกี่ยวกับน้องแมว





            ตั้งเเต่อดีตนานมาเเล้วน้องแมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่ว่าใครก็ต้องหลงรักเเละให้การดูเเลอย่างเป็น

พิเศษดังนั้นผู้คนในสมัยก่อนจึงพยายามที่จะหาความเชื่อต่างๆโดยเฉพาะชาวล้านนาที่มีตวามเชื่อว่า

แมวคือสิ่งที่นำโชคลาภเข้ามาหาเพื่อให้น้องแมวมีความสำคัญเเละความพิเศษในตนเอง


1. รก 


ในอดีตกาลนานมาแล้ว ชาวล้านนีความเชื่อว่า รกของแมวนั้นเป็นเครื่องรางนำ

โชคได้อย่างดีเลยที

เดียว แต่ก่อนที่จะนำมาใช้นั้นจะต้องผ่านกระบวนการพิธีกรรมมาบางอย่างมา

ก่อน ไม่ได้ยากเลย


ขั้นตอนที่ 1 เตรียมผ้าขนหนูสะอาดๆ และนุ่มๆเอาไว้ เพื่อให้แม่แมวรู้สึกว่า

ปลอดภัย แต่ต้องในที่ลับด้วย

นะ ที่มืดแบบไม่มีใครสามารถเข้าไปยุ่งได้ ยกเว้นเรา

ขั้นตอนที่ 2 ก็คือขั้นตอนสุดท้ายนั้นแหละตอนที่แม่แมวคลอดเราก็เตรียมที่จะ

ตัดรกมาเก็บไว้ พอตอนที่จะตัดก็ให้ท่องบทขอขมานี้


“เอ่อหนี้เน้อ นางวิฬา กูมีสะเพียนปล๋า มาแลกเอาฮก ป๊กเจ้าแม่ป๊ก ฮกนางวิฬา"
จากนั้น เฝ้าจับตาทุกขณะ เพราะแมวมักกินรกเสมอเมื่อลูกออกมา และเมื่อรกออกให้กล่าวทักทายรกว่า

"ฮกเหยฮก บ่ป๊กแต่น้ำ ป๊กเงินป๊กฅำ ป๊กกอบก๋ำเข้า โภคา ธะนัง หลั่งไหลหาเจ้า วิฬาป๊กเอา ก่อก๊ำ"

เมื่อได้รกแล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิท พอถึงวันแรม ๑๕ ค่ำ ให้นำมาเสกเป่าด้วยคาถาว่า

"พุทธ สัง มิ สัง สิ โม นา ธัมมะ สัง มิ โม นา สัง สิ สังฆะ สัง มิ สิ โม นา สัง พหุชะนานัง เอหิ จิตตัง เอหิ

มะนุสสานัง เอหิ ลาภัง เอหิ สัพพะโภคัง ภะวันตุ เมฯ


**ต้องท่อง 108 จบ แล้วก็ปิดทองให้ทั่ว หลังจากนั้นก็เป็นอันเสร็จพิธี แล้วเราสามารถนำรกที่ผ่าน

กระบวนนี้แล้วไปห้อยไว้ที่บ้านเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายหรือเอาไว้ที่ร้านค้า เพื่อเสริมความมั่งมี


2.น้ำมนต์แมว

เคยไหมเวลาที่กินปลา แล้วติดคอ ?? ในโบราณ มีความเชื่อว่า ถ้าคนเรานำน้ำไป ซัก1 ขัน แล้วเอาไป
วางที่ตรงหน้าแมว ถ้าแมวมีการเลีย หรือดม น้ำขันนั้นก็จะกลายเป็น “น้ำมนต์แมว”
หลังจากนั้นก็ให้ดื่มแล้วจะทำให้ก้างที่ติดคือคลายตัวออกไปเพราะคนโบราณมีความเชื่อที่ว่าแมวคือ
สัตว์พิเศษที่สามารถกินปลาได้โดยไม่ติดคอนั้นเอง 


3.แมววิ่งตัดหน้า


ถ้าแมวสีขาววิ่งตัดหน้า จะมีข่าวดี แต่ถ้าแมวดำตัดหน้าจะมีความร้าย







4.แมววิ่งข้ามโลงศพ

ถ้ามีแมวสีดำว่ากันว่าวิญญาณของคนที่ตายจะดุร้าย เที่ยวหลอกหลอนและทำร้ายผู้คนมากมาย



5.การซ่ายหน้า

คือการที่แมวเอาเท้ามาปัดไปปัดมาที่หน้า คล้ายกับการ “ซ่ายหน้า” ซึ่งคนโบราณก็เชื่อกันว่าจะต้องมีใครกำลังมาบ้านแล้วแน่ๆเลย






6.ฝันเห็นแมว

โบราณล้านนาเชื่อว่า ถ้าใครฝันเห็นแมวนั้นเป็นเรื่องไม่ค่อยดี จะขัดสนเงินทองทรัพย์สิน ญาติมิตรไม่
ยินดีจะคบหาสมาคม มิหนำซ้ำยังพากันรังเกียจโดยไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ

7.พิธีกรรมการเเห่นางแมว


โบราณจะมีพิธีแห่นางแมวเพื่อขอฝน โดยนำแมวตัวเมียมาแต่งหน้าทาปากนุ่งห่มเหมือนคนแล้วตั้ง
ขบวนแห่แหนไปตามหมู่บ้าน ผู้ชายที่ร่วมขบวนจะแต่งกายเป็นหญิงถือรูปอวัยวะเพศร่วมขบวน ส่วนคนที่
พบเห็นจะสาดน้ำใส่กลุ่มผู้เข้าร่วมขบวน และรุมสาดน้ำใส่แมวอย่างคึกคะนอง ด้วยว่าการกระทำเช่นนี้ 
จะทำให้ฝนตก


8.ห้ามเลี้ยงแมวเกิน 5 ตัว


เพราะชาวล้านนา มีความเชื่อที่ว่าถ้าเลี้ยงแมวเกิน 5 ตัว จะเกิดอุบัติภัยกับคนในครอบครัวตามความเชื่อ







10 ข้อที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับน้องแมว





1. น้องแมวจะสัมผัสทางจมูกกันเพื่อที่จะช่วยเตือนความทรงจำ เมื่อได้กลับมาพบกันอีกครั้ง          

2.เราสามารถทราบอายุของน้องแมวได้ผ่านทางเสียงครางของพวกมัน เช่น น้องแมวที่ยังอายุน้อย จะครางเสียงเดียว ไม่มีเสียงสูงหรือต่ำ เเต่ถ้าเป็นน้องแมวที่โตเเล้ว ก็สามารถทำได้เหลายเสียง เสียงทุ้ม เเหลม หรือก้องบ้าง จะขึ้นอยู่กับอารามณ์ของพวกมันด้วยเช่นเดียวกัน

3. เสียงครางของแมวนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่ามันมาจากอวัยวะส่วนไหน ขนาดนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู่เเเน่ชัดเลย 

4. น้องแมวจะใช้เสียงครางก็ต่อเมื่อเขาอยู๋กับคนที่เขารัก จะมาคลอเคลีย ออดอ้อน เเละพวกมันก็จะใช้เสียงครางด้วย 
          
 5. น้องแมวชอบงีบมากกว่านอนยาว เเต่ถ้าได้หลับยาวจริงๆเเล้วละก็ พวกเขาจะหลับลึก เเละฝันด้วยๆ เพราะความฝันจะช่วยทำให้พวกเขาผ่อนคลายจากความรู้สึกตื่นเต้นหรือตกใจที่ได้เจอมาวันนี้นั้นเอง          
 6. แมวไม่ชอบสบตาใคร เคยไหมที่รู็สึกว่าเขามองเราเเต่พอเรามองกลับ เขากลับหันหน้าไปทางอื่นๆ เเต่จริงๆเเล้วเขาก็ไม่ได้เกลียดอะไรเราหรอกนะ เเค่เพียงเเต่ไม่ค่อยชอบที่จะสบตามากกว่า เเต่ถ้าเขากระพริบตาใส่เรานั้นก็หมายถึงเขารักเรามากเช่นกันนะ    
       

 7. จังหวะการเต้นของหัวใจน้องแมวจะอยู่ที่ประมาณ 160-240 ครั้งต่อวินาที เเต่ก็ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ เเละเเต่ละวัยก็พวกมันด้วยๆ           

 8. น้องแมวซะส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าทำไมเราทำโทษพวกเขา ดังนั้นเราจึงควรให้รางวัล เเละชมมันในตอนที่มันทำอะไรดีๆ เเทนการตีมันน่าจะดีกว่านะ        

 9. น้องแมวทนร้อนได้ดีมากกว่าคนก็เพราะว่า บรรพบุรุษของน้องแมวนั้นเคยมีถิ่นกำเนิดมากจากทะเลทรายมากก่อนไง

10. จริงๆเเล้วอาหารโปรดของน้องแมวก็คือตับไก่นะ เเต่ทานมากไม่ค่อยได้ เพราะตับนั้นมีวิตามินเอ ซึ่งถ้าทานมากเกินไปอาจจะทำให้กระดูกของน้องแมวเปราะบางได้ง่ายๆ           


วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

10 อาหารต้องห้ามสำหรับน้องแมว




                     อาหารหลายๆอย่าง หลายๆชนิดก็เป็นอาหารที่น้องแมวชอบ เเละทานได้โดยที่ไม่มีอันตรายใดๆกับเขา เเต่อาหารบางอย่างก็เป็นอาหารอันตรายหรืออาหารต้องห้ามสำหรับพวกเขา เเละอาหารบางอย่างทำให้น้องแมวเสียชีวิตได้เลย มาดูกันดีกว่า ว่าอาหารอะไรที่ไม่ควรให้น้องแมวทาน


                                             

1. ยาพาราเซลตามอล

          ถ้าหากว่าน้องแมวของเราเกิดไม่สบาย หรือป่วยเป็นไข้ บางบ้านก็คงจะคิดที่จะป้อนยาพาราเซลตามอลให้กับน้องแมว เหมือนกันกับคน เเต่จริงๆเเล้ว ยาพาราเซลตามอลนั้นจะทำให้น้องแมวของเรามีความผิดปกติในเลือด ทำให้เลือดไม่สามารถลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้ หลังจากที่น้องแมวได้รับยาเข้าไปใหม่ๆ อาจจะยังไม่เเสดงผลมากนัก เเต่ต่อมาจะเริ่มมีอาการ หอบ หน้าบวม ซึ่งุ้าหากว่าน้องแมวยังรับยาในปริมาณที่ไม่มาก สัตวเเพทย์ก็อาจจะยังช่วยทัน เเต่ถ้าหากรับยาในปริมาณที่มากเเล้ว อาจจะทำให้น้องแมวเสียชีวิตภาย 24-48 ชั่วโมงเลยทีเดียว



2. ไข่ดิบ ปลาดิบ

  - ปลาดิบ  อาจจะทำให้น้องแมวต้องเสี่ยงกับแบคทีเรียอีโคไลซึ่ง       ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ 
  - ไข่ดิบ    จะทำให้ความสามารถในการดูดซึมวิตามินบีของร่างกาย      ลดลง จนทำให้ขนของมันไม่เงางามเหมือนเก่านั่นเอง 
          

                                                       


3. นมวัว

 เรามักจะเห็นน้องแมวชอบดื่มนม เเต่ก็ไม่ควรที่จะให้เขากินบ่อยเกินไป เพราะในน้ำนมจะมีน้ำตาลเเลคโตส ที่น้องแมวไม่สามารถย่อยน้ำตาลชนิดนี้ได้ดีพอ ทำให้ท้องเสียได้ง่าย ดังนั้นถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ควรใช้นมเเพะเเทน หรือนมที่ไม่มีน้ำตาลเเคโตส

  



 4. แอลกอฮอล์


   แอลกอฮอล์นั้นเป็นอันตรายต่อคนเราเอง เเละเป็นอันตรายกับน้อง  แมวเช่นกัน เพราะแอลกอฮอลล์จะเข้าไปทำลายระบบการทำงาน  ของตับและสมอง หรืออาจจะมีอันตรายถึงขั้นโคม่าได้

         



 



5.ช็อกโกเเลต

    ช็อกโกเเลตนั้นมีสารที่ทำให้คนเรามีความสุข เเต่ไม่ใช่กับน้อง  แมว เพราะช็อคโกแลตนั้นเป็นอันตรายต่อแมวอย่างร้ายแรงจากสาร  ธีโอโบรมีน โดยเฉพาะดาร์กช็อคโกแลตนั้นจะเข้าไปทำให้อัตราการ  เต้นของหัวใจผิดปกติ ใจสั่น ลมชัก และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยที  เดียว




                                              


6. กระเทียม หัวหอม องุ่นเเละลูกเกด

        - หัวหอม จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดเเดง จึงทำให้น้องแมวของเรามีสภาพอ่อนเเอ เเละอาจจะเป็นโรคโลหิตจางได้
        - กระเทียม ทำให้กระเพาะของน้องแมวมีปัญหา
        - องุ่น เเละลูกเกด จะทำให้แมวมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนออกมา เเละมีอันตรายต่อตับ
   




 


7. ลูกอมหรือหมากฝรั่ง

   เพราะของกินเล่นจำพวกลูกอมหรือหมากฝรั่งมักมีสารไซลิทอลปน  อยู่ด้วย ซึ่งมันอาจจะไปกระตุ้นการผลิตอินซูลินจนทำให้น้ำตาลใน  กระแสเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว หนำซ้ำยังก่อให้เกิดอาการตับวาย และอาเจียนได้ในแมว








8.เนื้อติดมัน หรือกระดูก


   -  เนื้อติดมัน อาจจะทำให้แมวท้องเสีย เเละอาเจียนได้ 
   -  กระดูกก็จะสร้างปัญหาในระบบขับถ่าย และอาจทำให้น้องแมวของเราสำลักได้
     

9. ตับ


        ถ้าให้น้องแมวกินนิดเดียวก็คงไม่มีปัญหา เเต่ถ้าอะไรที่มากเกินไปก็คงไม่ไหว เพราะตับนั้นมีวิตามินเอ ที่ทำให้กระดูกของพวกมันเปราะเอาง่ายๆ เเละอาจจะก่อให้เกิดความผิดปกติในการเจริญเติบโตของกระดูก
          


10. ชา กาเเฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน


          เพราะจะทำให้เกิดอาการใจสั่น หายใจถี่ และเกิดกล้ามเนื้อสั่นเกร็ง หรือเครื่องดื่มชูกำลัง




 
Blogger Templates