Blogger Tricks

วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โรคพิษสุนัขบ้าในแมว





โรคพิษสุนัขบ้าในแมวคืออะไร

           เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “Rhabdovirus”  จะติดต่อเฉพาะในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  เมื่อโดนกัดแล้ว เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลที่ถูกกัดหรือเลีย  หลังจากที่ถูกสัตว์ที่เป็นโรคนี้กัดทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายและวิ่งเข้าสู่เส้นประสาทในบริเวณนั้นทันที แล้วไปตามเส้นประสาทเข้าสู่สมอง ถ้าเข้าสู่สมองไปแล้วไม่มียาตัวใดเข้าไปจัดการกับเชื้อโรคได้  จะมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา 

       

แมวเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร 


-          ติดเชื้อทางน้ำลายที่เป็นโรคนี้อยู่แล้ว
-          ใช้ของร่วมกันกับแมวที่มีเชื้อ
-          จะพบในแมวที่ชอบไปเที่ยวนอกบ้าน

อาการโรคพิษสุนัขบ้าในแมวเป็นอย่างไร

                                          ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ
-  ระยะแรก จะมีอาการหงุดหงิด ชอบหลบซุกในที่มืด ระยะนี้จะกินเวลาไม่เกิน 1 วัน
-  ระยะตื่นเต้น จะแสดงอาการดุร้าย กัด หรือข่วนคนหรือสัตว์ที่เข้ามาใกล้ กล้ามเนื้อสั่น น้ำลายไหล กลืนลำบาก ระยะนี้กินเวลาประมาณ 2 - 4 วัน
-  ระยะอัมพาต จะเริ่มเป็นตรงที่ขาหลังก่อน แล้วลามมายังลำตัว ขาหน้าและหัว จนทั่วตัวอย่างรวดเร็ว แล้วก็ตายได้เลย

โรคพิษสุนัขบ้ามีวิธีรักษาหรือไม่

ในประเทศไทยยังไม่สามารถรักษาโรคพิษสุนัขบ้าให้หายได้ แต่ถ้ากำลังได้รับเชื้อแล้วมาหาสัตวแพทย์ได้ทัน น้องแมวก็สามารถกลับมาเป็นปกติได้

โรคพิษสุนัขบ้าในแมวมีป้องกันหรือไม่

-  พาน้องแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตามที่สัตวแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ
-  พยายามไม่ให้น้องแมวออกไปเที่ยวนอกบ้าน (หรือทำหมันไปเลยก็ได้ เพื่อลดความเสี่ยง)
-  แยกน้องแมวที่ป่วยออกจากแมวตัวอื่นๆ






                  ท้ายที่สุดเเล้ว เราก็ได้รู้กันเเล้วว่า โรคพิษสุนัขบ้า ที่ไม่ว่าที่ไหน ประไหนอะไรก็ รญรงค์ให้ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไว้ เพราะถ้าสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมได้ติดเชื้อนี่เข้าไปเเล้ว พวกเขาจะไปอย่างรวดเร็วมาก โดยที่ไม่ว่าประเทศไหนก็ยังไม่มียาที่สามารถรักษาให้หายได้ เราจึงควรใส่ฝจ พาพวกเขาไปฉีดวัคซีนเป็นประจำตามที่สัตวเเพทย์สั่ง เเละคอยให้เขาอยู่บ้านเพื่อลดความเสียงในการไปติดเชื้อนอกบ้าน เลี้ยงเขาด้วยความห่วงใย เเละความรัก เเค่นี้เเหละ น้องแมวของเราก็จะต้องเป็นแมวที่มีความสุขมากที่สุดในโลกเเน่ๆเลย









โรคติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจของแมว หรือที่เรียกว่า โรคหวัดแมว


  



โรคหวัดในแมวคืออะไร

คือ โรคติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจของแมว พบได้บ่อยในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งสาเหตุจะเกิดจากเชื้อไวรัส ได้แก่ Feline Viral Rhinotracheitis Virus (FVRC) หรือ Feline Herpevirus (FHV) และ Feline Calici Virus (FCV) ซึ่งโรคนี้จะระยะฟักตัวประมาณ 2-10 วัน ถ้าน้องแมวมีการติดเชื้อไวรัสจำพวก Bordetella หรือ Chlamydia  ที่ติดร่วมกันนั้นจะทำให้แมวมีอาการตาอักเสบ เยื่อบุตาบวมอักเสบ มีขี้ตาเขียวได้  

    แมวเป็นโรคหวัดได้อย่างไร 

    -   เกิดในแมวที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน จะมีอัตราการเกิดโรคได้ถึง 100 เปอร์เซ็น
   
-   จะเกิดเมื่อลูกแมวและแมวมีความเครียด หรือมีโรคอื่นแทรกซ้อนอยู่ด้วย
    -   ใช้สิ่งของร่วมกันกับแมวที่เป็นโรคนี้ เช่น  กรง ที่นอน ชามน้ำ เเละอาหาร


     อาการของโรคหวัดในแมวเป็นอย่างไร

      -   โดยจะทำให้แมวมีอาการอักเสบที่ตา จมูก หลอดลมซึ่งทำให้อาการตาอักเสบ มีน้ำมูกและเสมหะนอกจากนี้ยังทำให้แมวมีอาการซึม หายใจลำบาก เป็นไข้ ไอ จามและเบื่ออาหาร
     -    ในกรณีที่มีเชื้อแบคทีเรีย Feline Calici Virus (FCV)  ร่วมด้วยนั้น จะทำให้น้ำมูกข้นเหนียวจนเป็นหนอง อาจพบแผลหลุมเป็นวงๆ บนลิ้น ทำให้แมวเจ็บมากจนไม่อยากกินอาหาร อาการอาจรุนแรงมากถึงขั้นเกิดปอดติดเชื้อและเยื่อหุ้มปอดอักเสบซึ่งทำให้เสียชีวิตได้


โรคหวัดในแมวรักษาได้อย่างไร

       -     จะรักษาตามอาการ เพื่อพยุงอาการ
       -     ใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน รวมกับยาลดเสมหะ ลดน้ำมูก ยาเสริมภูมิคุ้มกัน    และวิตามินต่างๆ (หากจะเป็น)
      -     อย่าให้แมวที่เป็นโรคนี้ไปปะปนกับแมวตัวอื่นๆ เพื่อไม่ให้เชื้อโรคได้แพร่กระจาย

      
     มีวิธีป้องกันการเป็นโรคหวัดแมวทำได้อย่างไร

-          ฉีดวัคซีนป้องกันป้องกันโรคไข้หัด เป็นประจำทุกปี


10 อาหารต้องห้ามสำหรับน้องแมว




                     อาหารหลายๆอย่าง หลายๆชนิดก็เป็นอาหารที่น้องแมวชอบ เเละทานได้โดยที่ไม่มีอันตรายใดๆกับเขา เเต่อาหารบางอย่างก็เป็นอาหารอันตรายหรืออาหารต้องห้ามสำหรับพวกเขา เเละอาหารบางอย่างทำให้น้องแมวเสียชีวิตได้เลย มาดูกันดีกว่า ว่าอาหารอะไรที่ไม่ควรให้น้องแมวทาน


                                             

1. ยาพาราเซลตามอล

          ถ้าหากว่าน้องแมวของเราเกิดไม่สบาย หรือป่วยเป็นไข้ บางบ้านก็คงจะคิดที่จะป้อนยาพาราเซลตามอลให้กับน้องแมว เหมือนกันกับคน เเต่จริงๆเเล้ว ยาพาราเซลตามอลนั้นจะทำให้น้องแมวของเรามีความผิดปกติในเลือด ทำให้เลือดไม่สามารถลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้ หลังจากที่น้องแมวได้รับยาเข้าไปใหม่ๆ อาจจะยังไม่เเสดงผลมากนัก เเต่ต่อมาจะเริ่มมีอาการ หอบ หน้าบวม ซึ่งุ้าหากว่าน้องแมวยังรับยาในปริมาณที่ไม่มาก สัตวเเพทย์ก็อาจจะยังช่วยทัน เเต่ถ้าหากรับยาในปริมาณที่มากเเล้ว อาจจะทำให้น้องแมวเสียชีวิตภาย 24-48 ชั่วโมงเลยทีเดียว



2. ไข่ดิบ ปลาดิบ

  - ปลาดิบ  อาจจะทำให้น้องแมวต้องเสี่ยงกับแบคทีเรียอีโคไลซึ่ง       ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ 
  - ไข่ดิบ    จะทำให้ความสามารถในการดูดซึมวิตามินบีของร่างกาย      ลดลง จนทำให้ขนของมันไม่เงางามเหมือนเก่านั่นเอง 
          

                                                       


3. นมวัว

 เรามักจะเห็นน้องแมวชอบดื่มนม เเต่ก็ไม่ควรที่จะให้เขากินบ่อยเกินไป เพราะในน้ำนมจะมีน้ำตาลเเลคโตส ที่น้องแมวไม่สามารถย่อยน้ำตาลชนิดนี้ได้ดีพอ ทำให้ท้องเสียได้ง่าย ดังนั้นถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ควรใช้นมเเพะเเทน หรือนมที่ไม่มีน้ำตาลเเคโตส

  



 4. แอลกอฮอล์


   แอลกอฮอล์นั้นเป็นอันตรายต่อคนเราเอง เเละเป็นอันตรายกับน้อง  แมวเช่นกัน เพราะแอลกอฮอลล์จะเข้าไปทำลายระบบการทำงาน  ของตับและสมอง หรืออาจจะมีอันตรายถึงขั้นโคม่าได้

         



 



5.ช็อกโกเเลต

    ช็อกโกเเลตนั้นมีสารที่ทำให้คนเรามีความสุข เเต่ไม่ใช่กับน้อง  แมว เพราะช็อคโกแลตนั้นเป็นอันตรายต่อแมวอย่างร้ายแรงจากสาร  ธีโอโบรมีน โดยเฉพาะดาร์กช็อคโกแลตนั้นจะเข้าไปทำให้อัตราการ  เต้นของหัวใจผิดปกติ ใจสั่น ลมชัก และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยที  เดียว




                                              


6. กระเทียม หัวหอม องุ่นเเละลูกเกด

        - หัวหอม จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดเเดง จึงทำให้น้องแมวของเรามีสภาพอ่อนเเอ เเละอาจจะเป็นโรคโลหิตจางได้
        - กระเทียม ทำให้กระเพาะของน้องแมวมีปัญหา
        - องุ่น เเละลูกเกด จะทำให้แมวมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนออกมา เเละมีอันตรายต่อตับ
   




 


7. ลูกอมหรือหมากฝรั่ง

   เพราะของกินเล่นจำพวกลูกอมหรือหมากฝรั่งมักมีสารไซลิทอลปน  อยู่ด้วย ซึ่งมันอาจจะไปกระตุ้นการผลิตอินซูลินจนทำให้น้ำตาลใน  กระแสเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว หนำซ้ำยังก่อให้เกิดอาการตับวาย และอาเจียนได้ในแมว








8.เนื้อติดมัน หรือกระดูก


   -  เนื้อติดมัน อาจจะทำให้แมวท้องเสีย เเละอาเจียนได้ 
   -  กระดูกก็จะสร้างปัญหาในระบบขับถ่าย และอาจทำให้น้องแมวของเราสำลักได้
     

9. ตับ


        ถ้าให้น้องแมวกินนิดเดียวก็คงไม่มีปัญหา เเต่ถ้าอะไรที่มากเกินไปก็คงไม่ไหว เพราะตับนั้นมีวิตามินเอ ที่ทำให้กระดูกของพวกมันเปราะเอาง่ายๆ เเละอาจจะก่อให้เกิดความผิดปกติในการเจริญเติบโตของกระดูก
          


10. ชา กาเเฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน


          เพราะจะทำให้เกิดอาการใจสั่น หายใจถี่ และเกิดกล้ามเนื้อสั่นเกร็ง หรือเครื่องดื่มชูกำลัง




วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

5 วิธีที่ทำให้น้องแมวหยุดซะ !!




           รักนะรักน้องแมว แต่บางทีที่เขาดื้อเกินไป ไม่ฟังเราเลย ก็อยากจะตีพวกเขาอยู่นะ แต่ก็ไม่กล้า กลัวพวกเขาเจ็บตัวอีก เพราะฉะนั้น 5ข้อนี้แหละที่จะสยบพวกเขา ถึงแม้จะชั่วคราวก็เถอะ แต่ถ้าทำบ่อยๆไป พวกเขาก็จะชิน แล้วเลิกทำไปเลย

การเลียนแบบเสียงขู่

เสียงขู่ก็เท่ากับการเตือนถ้าสุมมุติเขาดื้อขึ้นมากเล่นไม่ลืมหูลืมตาจนของตกหมดเลยถ้าคุณอยากจะเตือนเขาก็ใช้เสียงขู่เลยแล้วเขาก็จะรู้ตัวว่าตอนนี้เขากำลังทำผิดอยู่แล้วจะหยุดไปเอง

การฉีดด้วยสเปรย์ฉีดน้ำ หรือปืนฉีดน้ำ

อยู่ดีก็มีน้ำเย็นๆมาโดนตัวไม่ว่าใครก็ต้องตกใจอยู่แล้ว ซึ่งน้ำเป็นสิ่งที่แมวเกลียดมากๆ ดังนั้นเวลาที่พวกเขาดือละก็นะสิ่งที่เราต้องเตรียมก็แค่ง่ายๆ คือ ขวดสเปรย์ หรือปืนฉีดน้ำเล็กๆ และน้ำเปล่าเพียงเท่านี้ คราวนี้ละก็ ฉีดเลย แต่อย่าเยอะมากนะเดี้ยวพวกเขาจะไม่สบายซะก่อนเอาแค่ฉีด2ฉีดก็พอแล้ว



การดีดนิ้ว

เวลาที่คุณดีดนิ้วนั้นจะทำให้น้องแมวชะงัก แล้วเหลียวหันมาดูคุณ พอเท่านั้นแหละเขาก็จะหยุดการเคลื่อนไหวแล้วหันมาสนใจคุณชั่วคราวช่วงคราว

การตบมือ

การตบมือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะหยุดพวกน้องแมวแต่เวลาทำต้องแน่ใจว่าการตบมือที่แสดงออกนั้นไม่ใช่การล้อเล่นตบให้ดัง แล้ว      
             




การตะโกนว่า “อย่า!”  หรือ “เฮ้ ! ”

เสียงของคุณจะทำให้แมวของคุณหยุดทำในสิ่งที่พวกเขากำลังทำ แต่ต้องเป็นเสียงที่ดูจริงๆจังนะ

การดีดนิ้ว

เวลาที่คุณดีดนิ้วนั้นจะทำให้น้องแมวชะงัก แล้วเหลียวหันมาดูคุณ พอเท่านั้นแหละเขาก็จะหยุดการเคลื่อนไหวแล้วหันมาสนใจคุณชั่วคราวช่วงคราว



วิธีดูแลลูกแมวน้อยด้วยวิธีง่ายๆ


        การรับน้องแมวตัวน้อยมาอยู่ในบ้านนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายนิดเดียว แต่การดูแลให้เขามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงนั้นสิยากกว่าเป็นสิบเท่า ถ้าเกิดเขาไม่สบายขึ้นมาละก็ เราเองนี่แหละที่จะเป็นคนที่เสียใจใช่ไหม ดังนั้น มาดูกันดีกว่า ว่าเราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ลูกแมวเหมียวตัวน้อยๆ มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ 

1. การให้อาหารที่ถูกต้อง

       
อาหารคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดเลยสำหรับน้องแมวน้อย และสัตว์อื่นๆด้วยก็เช่นกัน ฉะนั้นการเลือกสรรอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย และความต้องการ เพื่อพัฒนาการทางด้านร่างกายจะได้เจริญเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
   * รสชาติของอาหาร จะขึ้นอยู่กับน้องแมวน้อยเอง
   * อาหารควรจะเป็นอาหารสำหรับแมวตัวเล็ก ดีกว่า เพื่อให้เขาย่อยง่าย และเติบโตได้อย่างสมวัย
 (ไม่ควรจะเป็นอาหารสำหรับสุนัข)


2. หาสัตวแพทย์

                  
      ลูกแมวย่อมต้องการ การดูแลจากสัตวแพทย์มากกว่าแมวที่โตแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะเขาจำเป็นที่จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนและตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ




3. ขนสวย  สุขภาพดี

             
      ก็จริงอยู่ว่าน้องแมวเหมียวเป็นสัตว์รักความสะอาด พวกเขาสามารถเลียขนเพื่อทำความสะอาดตัวเองได้ตั้งแต่ยังเล็ก แต่เราก็สามารถช่วยเหลือเขาในการทำความสะอาดตัวเองได้ง่ายๆเช่นเดียวกัน คือหมั่นช่วยเขาหวีขนบ่อยๆเพื่อกำจัดขนที่หลุดร่วง นอกจากจะช่วยเพิ่มสุขอนามัยให้เขาแล้ว ยังเป็นการสร้างสัมพันธ์ระหว่างกันและกันอีกทางหนึ่งอีกต่างหาก

4. ป้ายชื่อเพื่อความปลอดภัย

                
       ว่ากันว่าน้องแมวเหมียวนั้นมีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าน้องสุนัข พวกเขาก็เลยสามารถออกไปเที่ยวนอกบ้านได้โดยกลับมาเฉพาะตอนหิวข้าว ในเมื่อพวกเขาเป็นแบบนี้เราก็ควรจะมีปลอกคอหรือป้ายชื่อ แต่อย่าลืมเบอร์โทรศัพท์ของคุณนะ เผื่อถ้าเขาหลงไป มีคนมาเจอก็จะได้โทรมาหา





5. สั่งสอนบ้างเล็กๆน้อยๆ

               
        โดยการฝึกที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตลูกแมวก็คือการใช้กระบะทรายในการขับถ่าย หมั่นฝึกฝนตั้งแต่ยังเล็กๆ เพื่อสร้างการจดจำเพื่อให้เขาติดนิสัย ขั้นตอนแรกคือซื้อกระบะทรายมาไว้ให้เขาในมุมลับๆ ขั้นตอนต่อไปก็คือหมั่นจับเขาไปนั่งในกระบะเมื่อสังเกตเห็นว่าเขากำลังจะทำธุระ ทำซ้ำๆจนให้เขาก้าวเข้ากระบะไปทำธุระด้วยตนเอง เพียงแค่นี้เขาก็จะไม่ไปขับถ่ายเลอะบ้านของคูณแน่ๆ


6. แมวต้องฝนเล็บ

          
        โซฟาเสียเป็นรูพรุน เบาะรถเป็นรูๆต้องเปลี่ยนปล่อยๆ ฯลฯ หลายๆคนก็คงจะมีปัญหาเรื่องพวกนี้เช่นเดียวกัน วิธีแก้ไข ง่ายๆเลย คือ ซื้อที่ฝนเล็บให้เขาซะ เพื่อให้เขาฝนที่ฝนเล็บนั้นแหละ แล้วเขาก็จะไม่มายุงกับเฟอร์นิเจอร์ หรือของสุดรักของคุณอีกเเล้ว

7. อย่าลืมให้เขาออกกำลังกาย

         
        ไม่ว่าจะเป็นวัยไหน หรือสัตว์ประเภทไหน ก็ควรที่จะออกกำลังกาย โดยเฉพาะน้องลูกแมวของเรานั้นเอง เพราะวันๆเขาเอาแต่ กิน และหลับ นี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วนในแมว ดังนั้นเราจึงควรเล่นกับเขา หรือให้เขาวิ่งๆ ออกกำลังการซักบ้าง เพราะการออกกำลังกายจะทำให้เขามีสุขภาพที่ดี และทำให้เขาอารมณ์ดี จิตแจ่มใส แล้วคุณก็ได้ออกกำลังกายด้วยนะ เห็นไหมยิ่งปืนครั้งเดียวได้นก 2 ตัวเลย สุขภาพดีกันทั้งเจ้าของและแมวเหมียวเลย

8. เตรียมตัวเผื่อฉุกเฉิน

                อย่างง่ายเลยนะ คือ เราต้องติดต่อกับสัตวแพทย์ไว้ก่อนเลย ว่าถ้ามีเหตุการณ์ที่ฉุกเฉิน ไม่คาดฝันเกิดขึ้นมา สัตวแพทย์นั้นจะต้องช่วยเหลือน้องแมวของเราได้อย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น 

9. ดูแลเขาให้ถูกต้องถูกวิธี

                การนำน้องแมวเหมียวไปฉีดวัคซีนให้ครบตามที่กำหนด และหมั่นทำความสะอาด ที่ หู ตา เเละเตรียมที่นอนให้เขาแบบสะอาดๆ

10. ทำหมัน


              ถ้าคุณมีน้องแมวที่ชอบเที่ยวกลางคืน และกลับมาอีกรุ่งเช้า หรือหลายๆวันค่อยกลับมา นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างที่สามารถพรากเราออกจากน้องแมวได้เลย โดยเฉพาะน้องแมวตัวผู้ ที่ชอบตีกันบ้าง เพื่อศักดิ์ความอยากเป็นหัวหน้า แล้วก็ตัวเมีย ที่ชอบท้อง ท้อง ท้อง จนคุณไม่สามารถที่จะเลี้ยงไหวแล้ว จะเอาไปทิ้งก็สงสาร แถมฉีดยาคุมมากไปก็อาจจะทำให้เกิดมดลูกปวดเป็นหนอง ปัญหาพวกนี้จะแก้ได้ง่ายมากๆ คือ การทำหมัน แถมการทำหมันก็ยังทำให้น้องแมวของเราอ้วนฟู ถึงแม้ว่าอารมณ์จะขึ้นๆลงๆไปหน่อยนะ เพราะสูญเสียของรักของหวงไปนิ ดังนั้นวิธีนี้แหละ ที่ทำให้เขาจะอยู่กับเรานานๆเเสนนาน



หางบอกอะไร



                    หางคือส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งที่ทุกๆคนมองข้าม หางอันน้อยๆนี่เเหละที่สามารถบอกเราได้ทุกๆอย่างเลยว่า ตอนนี้น้องแมวของท่านกำลังรู้สึกแบบไหน โกทธ เศร้า ดีใจ เสียใจ เเละที่สำคัญที่สุดก็คือ เวลาที่เขาอยากจะเเสดงความรักให้เเก่ผู้ที่เป็นเจ้าของ ดังนั้น10 ข้อต่อไปนี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณเเละน้องแมวเขยิบเข้ามาใกล้กันเเละรู้จักกันมากยิ่งขึ้น

1. ถ้าหางของน้องแมวยกขึ้นเล็กน้อย และม้วนเล็กน้อยอย่างนุ่มนวล แสดงว่าน้องแมวกำลังรู้สึกสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่
2 .ถ้าหางของน้องแมวตั้งขึ้น แต่ปลายหางของมันเอียง ข้างหน้า หรือข้างหลัง แสดงว่าน้องแมวตัวนี้เป็นมิตรต่อสิ่งที่มันสนใจ 
3. ถ้าหางของน้องแมวตั้งตรง และปลายหางตั้งเป็นแนวดิ่ง แสดงว่าน้องแมวกำลังอารมณ์ดี เป็นมิตร
4. ถ้าหางของน้องแมวห้อยลง แต่ส่วนปลายหางม้วนชี้ขึ้น แสดงว่าน้องแมวรู้สึกสบาย และผ่อนคลาย
5.  ถ้าหางของน้องแมวอยู่นิ่งๆ แต่มีการกระตุกเป็นครั้งคราว แสดงว่าน้องแมวกำลังแสดงความรัก ความชอบให้กับเรา
6. ถ้าหางของน้องแมวสะบัดอย่างรุนแรงจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง แสดงว่าน้องแมวกำลังโกรธแต่ไม่มาก แต่ถ้าหางของน้องแมวนิ่ง แต่ปลายหางกระตุกอย่างหนัก แสดงว่าน้องแมวกำลังโกรธมากๆ
7.  ถ้าหางของน้องแมวโค้ง และขนตั้งชัน แสดงว่าน้องแมวอาจจะทำร้ายเราได้ ถ้าเรากระตุ้นมันเพิ่มอีก
12. ถ้าหางของน้องแมวถ้าหางของน้องแมวเหยียดตรง แล้วชี้ขึ้น และขนที่หางลุกชัน แสดงว่าน้องแมวกำลังดุร้าย และก้าวร้าว
8. ถ้าหางของน้องแมวลุกพองออก และทอดตัวต่ำลง แสดงว่าน้องแมวกำลังรู้สึกกลัว
9. ถ้าหางของน้องแมวลดตัวต่ำลงมาก แต่บางทีก็ซุกอยู่ที่ขาข้างหลัง แสดงว่าน้องแมวกำลังจะยอมแพ้กับศัตรู หรือเรา
15. ถ้าหางของน้องแมวทอดตัวอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง แล้วน้องแมวหมอบลง ไม่ก็ย่อตัวอยู่ หรือยกสะโพกขึ้น แสดงว่าน้องแมวพร้อมที่จะได้รับการผสมพันธุ์
10. ถ้าหางของน้องแมวยกขั้น แล้วพองออก แสดงว่าน้องแมวมีความสุขกับการวิ่งไล่เล่นกัน

                     หมดไป 10 ข้อเเล้ว คุณหันไปดูน้องเเมวของคุณเเล้วหรือยัง ว่า ตอนนี้เขารู้สึกอะไรอยู่ เเละเราผู้เป็นเจ้าของก็ควรจะทำอย่างไร เพื่อให้เขามีความสุข หรือว่า ตอนนี้เขาจะกำลังจะบอกรักคุณอยู่ก็ได้นะ






วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

น้องแมวที่รวยที่สุดในโลก




      แมวที่รวยที่สุดในโลกของเรานั้นมีชื่อว่า Blackie ซึ่ง Blackie เป็นแมวของผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อ Ben Rea  ในปี 1988 Ben Rea ได้เสียชีวิต เลยทำพินัยกรรมยกสมบัติทั้งหมดให้ Blackie ซึ่งทรัพย์สินก้อนนั้นมีมูลค่ามหาศาลถึง $13 ล้านเหรียญ หรือ 390 ล้านบาท  จนทำให้ทุกวันนี้ Blackie อาศัยอยู่ใน Mansion หรูๆ ของ Ben Rea พร้อมคนดูแลที่จัดหาอาหารที่ดีที่สุดเเละ ส่วนทรัพย์สินทั้งหมดถูกลงทุนในมูลนิธิดูแลรักษาพันธ์แมว
 
Blogger Templates