Blogger Tricks

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

อาบน้ำให้น้องแมวอย่างถูกวิธี



         


         ไม่ว่าแมวจะเป็นสัตว์ที่สะอาด สามารถ เลียตัวเองได้ เเต่ก็ยังต้องอาบน้ำอยู่ดี เพื่อชำระสิ่งสกปรกต่างๆที่เขาไม่สามารถทำความเองได้

1. ควรจะอาบน้ำให้น้องแมวในวันที่มีเเดดอ่อนๆ เพราะอาการเย็นหรือชื้นนั้นอาจจะทำให้น้องแมวเป็นหวัด หรือปอดบวมได้

2. ใช้น้ำอุ่นอาบ อย่าอาบในที่โล่งมากนัก เช่นห้องน้ำนี่กำลังดีเลย

3. ใช้มือจับบริเวณหนังตรงคอ เเล้วค่อยๆเอามือวักน้ำลูบตัวเขา ให้เปียกตั้งเเต่ช่วงลำคอลงมาถึงลำตัว เว้นที่หัวกับหน้าไว้

4. เทชมพูผสมกับน้ำที่เตรียมไว้ก่อนเเล้ว ทำเบาๆ เเต่เร็ว เพราะแมวเปียกนานไม่ได้ ถ้าจะใส่ครีมบวดก็ควรจะผสมน้ำ เเล้วตีให้เป็นฟองไว้ก่อน 

5. พอสะอาดเเล้ว ก็ค่อยๆเอาน้ำอุ่นมาลูบตัวเขาอย่างเบาๆ อย่าราดเลย เพราะน้องแมวอาจจะตกใจได้ 

6. เสร็จเเล้วก็นำผ้าขนหนูเช็ดตัวน้องแมวเบาๆ เเล้วเอาไดร์เป่าผมเป่าให้ อย่าปรับความร้อนของไดร์มากเกินไป เเละเว้นระยะห่างให้พอเหมาะ

7.อย่าลืมที่จะนำคอตตอนบัดเช็ดบริเวณรอบหู ในหู เเละตัดเล็บส่วนที่เเหลม เเละสกปรกทิ้งด้วย 

                  อาบครั้งเเรกอาจจะขัดขืน เเล้วโวยวายไปบ้างนะ เเต่ถ้าอาบไปซักครั้งสองครั้ง น้องแมวก็จะเริ่มชิน เเละเพลอๆ เขาอาจจะชอบอาบน้ำเลยก้ได้ ถ้าเราอาจถูกวิธี เเละไม่ทำให้เขากลัว เเต่ก็อย่าลืมนำแปรงหวีขนมาหวีให้เขาทุกๆวัน หรืออาทิตย์ละ 2-3 ครั้งด้วย เเค่นี้น้องแมวก็จะสะอาด เเละมีสุขภาพขนที่ดีเเล้วละ


4 วิธีที่ทำให้น้องแมวเเละน้องสุนัขเป็นเพื่อนกันได้


                       


                        นานแสนนานมาแล้วที่สุนัขและแมวไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม แต่ตอนนี้ มีวิธีที่ง่ายนิดเดียวที่สามารถทำให้สุนัขและแมวสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และมีความสุข

1.กรรมการ   


                      จริงๆแล้วสุนัขและแมวก็มีอคติกันตั้งแต่แรกแล้ว โดยเฉพาะตอนเจอกันครั้งแรกเเล้วยิ่งไปใหญ่ เพราะอาจจะเกิดศึกขึ้นมาได้ เเละนี่เเหละคือเหตุผลที่เราควรจะเป็นกรรมการให้พวกเขาชั่วคราว เพื่อคอยห้ามปรามทั้งสองตัว แล้วพวกมันก็จะเกรงใจและหยุดไป หลังจากนั้นพวกมันก็จะชินที่จะอยู่ด้วยกันไปเอง 


 2.เพิ่มสุนัข


          
                 ถ้าคุณเลี้ยงแมวอยู่ก่อนแล้ว แต่อยากจะหาสุนัขมาเลี้ยงเพิ่มก็ควรให้ทั้งสองตัวทำความรู้จักกันเสียก่อน โดยการนำทั้งสองตัวมาเผชิญหน้ากันตรง ๆ ซะเลย เจ้าสุนัขจะได้รู้ว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้มีมันเพียงตัวเดียวแต่ต้องอยู่ร่วมกับแมวด้วย แรก ๆ ที่เจอกันอาจจะยังเขม่นกันอยู่ ฉะนั้นคุณก็ควรหาที่ซ่อนตัวเผื่่อเกิดเหตุฉุกเฉินเอาไว้ด้วย แต่ถ้าพวกมันคุ้นหน้ากันแล้วก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วล่ะ

 3. เพิ่มแมว



               สำหรับคนที่เลี้ยงสุนัขเอาไว้ วันดีคืนดีก็อยากได้ตัวนุ่มๆหอมๆมกอดล่ะก็ ก็ควรรู้จักพฤติกรรมสุนัขของคุณให้ดีซะก่อน หากสุนัขของคุณเป็นสุนัขแสนเชื่องเชื่อฟังคุณทุกอย่างแบบนี้ก็สามารถเลี้ยงแมวเพิ่มอีกตัวได้ แต่ถ้าสุนัขของคุณเป็นสุนัขประเภทที่ดื้อ และไม่ค่อยเชื่อฟังเสียเท่าไร ก็จะยากหน่อยนะที่จะนำแมวเข้ามาเลี้ยงด้วยกัน


 4. แนะนำตั 


                 เราควรจะนำพวกเขาเข้ามารู้จักกันตั้งแต่พวกเขายังเป็นละอ่อนจะยิ่งดี เพราะพวกเขาจะสามารถเข้ากันได้ดีกว่า และคุ้นเคยกลิ่นกันได้ดีกว่า แต่ถ้าโตๆกันแล้วก็ ควรจะเปิดประตูไว้สักนิดเพื่อให้เขาได้ทำความรู้จักกัน แล้วสังเกตุดูว่าถ้าไม่มีอะไรผิดปกติก็สามารถให้เขาลองทำความรู้จักกันให้มากกว่าเดิมได้ หรือไม่ก็ขังน้องสุนัขหรือน้องแมวเอาไว้ แล้วให้พวกเขาดมกันจนชิน แล้วก็ปล่อยให้เผชิญหน้ากันสักแปบหนึ่ง



                   แค่นี้แหละ พวกเขาก็เข้ากันได้แล้ว ไม่ว่าคุณอยากจะเลี้ยงสุนัขหรือแมวเพิ่ม ก็ไม่มีปัญหาอีกต่อไปเเล้ว และหวังว่า 4 ข้อนี้ง่ายๆนี้จะทำให้มีเพื่อนซี้ต่างสายพันธุ์เพิ่มมากขึ้นอีกนะ สุดท้ายที่สุดเลยคือ เราควรจะให้ความอบอุ่นกับพวกเขาทั้งสุนัขและแมวให้อบอุ่นเท่าๆกันด้วย






วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพน้องแมว



1. ควรพาลูกแมวอายุตั้งแต่ 6 สัปดาห์ ไปเริ่มฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดต่อสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้หัดแมว โรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงการถ่ายพยาธิในลำไส้  นอกจากนี้ควรจะป้องกันโรคพยาธิหนอนหัวใจเอาไว้ด้วย และควรกำจัดหมัดและไรในหูด้วยการหยดยาเป็นประจำทุกเดือน เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว
2. การเลี้ยงแมวนั้น เราควรจะสอนให้เขาอยู่แต่ในบ้าน ไม่เที่ยวกลางคืน เพราะจะสามารถติดเชื้อโรคติดต่อต่างๆได้ เช่น โรคหัด เอดส์

3. การเลือกอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมให้กับลูกแมวเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรให้อาหารเม็ดสลับกับอาหารเปียก จะเลือกแบบที่เป็นกระป๋องหรือที่ผู้เลี้ยงปรุงเองก็ได้ หากเลือกแบบสำเร็จรูป ควรเลือกอาหารที่ให้คุณประโยชน์ครบถ้วน แนะนำแบบที่ทำจากปลาแท้ๆ มีโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยบำรุงขนให้สวย มีสุขภาพผิวที่ดี แถมยังมีแคลเซียมเพื่อกระดูกและฟันที่แข็งแรง และมีทอรีนเพื่อดวงตาสดใส โดยต้องเลือกให้เหมาะกับขนาดและช่วงวัยของแมว และที่สำคัญอย่าลืมให้แมวได้กินน้ำอย่างเพียงพอด้วย

4. การทำหมันให้น้องแมว ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้หรือตัวเมียควรจะทำตั้งแต่เล็กๆ อายุ 4 เดือนขึ้นไป เพื่อลดพฤติกรรมก้าวร้าวในการหวงอาณาเขต หรือการต่อสู้ในฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งการทำหมันในตัวเมียยังช่วยลดมะเร็งเต้านมได้อีกด้วยที่สำคัญก็ยังช่วยลดการออกไปเที่ยวนอกบ้านในแมวเด็กได้ด้วย

5. ไม่ควรเลี้ยงแมวไว้ในที่เดียวกันมากเกิน 3 ตัว เพราะน้องแมวจะทะเลาะกัน หรือแมวไม่ได้รับการดูแลทั่วถึง จนอาจป่วยและไม่แสดงอาการ กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และเผยแพร่เชื้อโรคไปยังแมวตัวอื่นๆ ได้ ดังนั้น การเลี้ยงแมวในบ้านควรเลี้ยงไม่เกิน 3 ตัว เพื่อคุณจะได้ดูแลสุขภาพและให้ความรักได้อย่างทั่วถึง



มาเล่นกับเเมวให้ถูกวิธีกันดีกว่า


วิธีเล่นแบบถูกต้อง


         คือการเล่นกับเเมวโดยใช้สิ่งของ อย่างเช่น ไม้สำหรับการเล่นกับเเมวโดยเฉพาะ ที่มีลักษณะเป็นไม้แบบยาวพอประมาณ (คล้ายไม้เบ็ดตกปลา) พอประมาณนี่หมายถึงไม้ที่ยาวจนเขาไม่สามารถเล่นเพลินจนเราโดนลูกหลงไปด้วย เเละไม้นั้นก็อาจจะมีขนไก่ หรือ ลูกบอล ซึ้งเราก็สามารถประดิษฐิ์ไม้ยาวๆนั่น ขึ้นมาเองได้
        วิธีเล่นก็คือ เเกว่งไปเเกว่งมา เลี้อยขึ้นเสาบ้าง ลงต่ำๆสูงๆ โดนตัวบ้าง พยายามทำเหมือนเราเป็นเหยื่ออันโอชะที่รอคอยให้เขามางาบไป (อย่างเป็นธรรมชาตินะ) ตอนสุดท้ายก็ยอมตายให้เขาจับไปซะ เเค่นี้เขาก็จะคิดว่า เราเเพ้ เเละเขาก็ชนะเเล้ว

                                                 วิธีเล่นแบบผิด


         คือการที่เราใช้มือเล่นกับน้องแมว เเล้วให้เขากัดบ่อยๆ อาจจะทำให้เขาคิดว่า "โอ้ย...มือนี่กัดได้ เล่นได้" ตอนน้องแมวยังเล็กๆเด็กๆก็คงไม่เท่าไร ไม่มีบาดแผล มีเเค่รอยเเดงๆ เเต่ตอนโตเนี่ยสิ เล็บยาวขึ้น ฟันเเหลมคม เเรงก็เยอะขึ้น คราวนี้เเหละ มีรอยเเผลเต็มเเน่ๆ ห้ามกัดนะ ห้ามเท่าไรก็ห้ามไม่ฟัง
         วิธีเเก้สำหรับเเมวที่ก้าวร้าวไปเเล้วก็คือ การใช้ของเล่นเเทนมือก็อย่างเช่นไม้ยาวๆที่ได้กล่าวไปข้างต้น (ที่มีลักษณะคล้ายไม้เบ็ดตกปลา) เเต่อย่าเล่นจนเขสโมโหนะ เดี้ยวจะกลายเป็นแมวขี้โมโหขึ้นมาทันที

เวลาในการเล่น


เราควรจะมีเวลาเล่นกันเขาวันละ 2 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 15-30 นาที  
คำเตือน : ถ้าน้องแมวรู้สึกว่าเราให้เวลาเขาน้อยเกินไปละกันนะ เขาก็อาจจะเรียกร้องความสนใจด้วยการกัดที่ข้อเท้าคุณตอนที่คุณเคลื่อนไหวไปมา เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่อยากเจอแบบนี้ ก็อย่าปล่อยให้เขาเหงานะ ควรให้เวลา เเละความรักเเก่เขาให้มากๆ


ความเชื่อเกี่ยวกับน้องแมว





            ตั้งเเต่อดีตนานมาเเล้วน้องแมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่ว่าใครก็ต้องหลงรักเเละให้การดูเเลอย่างเป็น

พิเศษดังนั้นผู้คนในสมัยก่อนจึงพยายามที่จะหาความเชื่อต่างๆโดยเฉพาะชาวล้านนาที่มีตวามเชื่อว่า

แมวคือสิ่งที่นำโชคลาภเข้ามาหาเพื่อให้น้องแมวมีความสำคัญเเละความพิเศษในตนเอง


1. รก 


ในอดีตกาลนานมาแล้ว ชาวล้านนีความเชื่อว่า รกของแมวนั้นเป็นเครื่องรางนำ

โชคได้อย่างดีเลยที

เดียว แต่ก่อนที่จะนำมาใช้นั้นจะต้องผ่านกระบวนการพิธีกรรมมาบางอย่างมา

ก่อน ไม่ได้ยากเลย


ขั้นตอนที่ 1 เตรียมผ้าขนหนูสะอาดๆ และนุ่มๆเอาไว้ เพื่อให้แม่แมวรู้สึกว่า

ปลอดภัย แต่ต้องในที่ลับด้วย

นะ ที่มืดแบบไม่มีใครสามารถเข้าไปยุ่งได้ ยกเว้นเรา

ขั้นตอนที่ 2 ก็คือขั้นตอนสุดท้ายนั้นแหละตอนที่แม่แมวคลอดเราก็เตรียมที่จะ

ตัดรกมาเก็บไว้ พอตอนที่จะตัดก็ให้ท่องบทขอขมานี้


เอ่อหนี้เน้อ นางวิฬา กูมีสะเพียนปล๋า มาแลกเอาฮก ป๊กเจ้าแม่ป๊ก ฮกนางวิฬา"
จากนั้น เฝ้าจับตาทุกขณะ เพราะแมวมักกินรกเสมอเมื่อลูกออกมา และเมื่อรกออกให้กล่าวทักทายรกว่า

"ฮกเหยฮก บ่ป๊กแต่น้ำ ป๊กเงินป๊กฅำ ป๊กกอบก๋ำเข้า โภคา ธะนัง หลั่งไหลหาเจ้า วิฬาป๊กเอา ก่อก๊ำ"

เมื่อได้รกแล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิท พอถึงวันแรม ๑๕ ค่ำ ให้นำมาเสกเป่าด้วยคาถาว่า

"พุทธ สัง มิ สัง สิ โม นา ธัมมะ สัง มิ โม นา สัง สิ สังฆะ สัง มิ สิ โม นา สัง พหุชะนานัง เอหิ จิตตัง เอหิ

มะนุสสานัง เอหิ ลาภัง เอหิ สัพพะโภคัง ภะวันตุ เมฯ


**ต้องท่อง 108 จบ แล้วก็ปิดทองให้ทั่ว หลังจากนั้นก็เป็นอันเสร็จพิธี แล้วเราสามารถนำรกที่ผ่าน

กระบวนนี้แล้วไปห้อยไว้ที่บ้านเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายหรือเอาไว้ที่ร้านค้า เพื่อเสริมความมั่งมี


2.น้ำมนต์แมว

เคยไหมเวลาที่กินปลา แล้วติดคอ ?? ในโบราณ มีความเชื่อว่า ถ้าคนเรานำน้ำไป ซัก1 ขัน แล้วเอาไป
วางที่ตรงหน้าแมว ถ้าแมวมีการเลีย หรือดม น้ำขันนั้นก็จะกลายเป็น น้ำมนต์แมว
หลังจากนั้นก็ให้ดื่มแล้วจะทำให้ก้างที่ติดคือคลายตัวออกไปเพราะคนโบราณมีความเชื่อที่ว่าแมวคือ
สัตว์พิเศษที่สามารถกินปลาได้โดยไม่ติดคอนั้นเอง 


3.แมววิ่งตัดหน้า


ถ้าแมวสีขาววิ่งตัดหน้า จะมีข่าวดี แต่ถ้าแมวดำตัดหน้าจะมีความร้าย







4.แมววิ่งข้ามโลงศพ

ถ้ามีแมวสีดำว่ากันว่าวิญญาณของคนที่ตายจะดุร้าย เที่ยวหลอกหลอนและทำร้ายผู้คนมากมาย



5.การซ่ายหน้า

คือการที่แมวเอาเท้ามาปัดไปปัดมาที่หน้า คล้ายกับการ ซ่ายหน้า ซึ่งคนโบราณก็เชื่อกันว่าจะต้องมีใครกำลังมาบ้านแล้วแน่ๆเลย






6.ฝันเห็นแมว

โบราณล้านนาเชื่อว่า ถ้าใครฝันเห็นแมวนั้นเป็นเรื่องไม่ค่อยดี จะขัดสนเงินทองทรัพย์สิน ญาติมิตรไม่
ยินดีจะคบหาสมาคม มิหนำซ้ำยังพากันรังเกียจโดยไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ

7.พิธีกรรมการเเห่นางแมว


โบราณจะมีพิธีแห่นางแมวเพื่อขอฝน โดยนำแมวตัวเมียมาแต่งหน้าทาปากนุ่งห่มเหมือนคนแล้วตั้ง
ขบวนแห่แหนไปตามหมู่บ้าน ผู้ชายที่ร่วมขบวนจะแต่งกายเป็นหญิงถือรูปอวัยวะเพศร่วมขบวน ส่วนคนที่
พบเห็นจะสาดน้ำใส่กลุ่มผู้เข้าร่วมขบวน และรุมสาดน้ำใส่แมวอย่างคึกคะนอง ด้วยว่าการกระทำเช่นนี้ 
จะทำให้ฝนตก


8.ห้ามเลี้ยงแมวเกิน 5 ตัว


เพราะชาวล้านนา มีความเชื่อที่ว่าถ้าเลี้ยงแมวเกิน 5 ตัว จะเกิดอุบัติภัยกับคนในครอบครัวตามความเชื่อ







10 ข้อที่คุณยังไม่รู้เกี่ยวกับน้องแมว





1. น้องแมวจะสัมผัสทางจมูกกันเพื่อที่จะช่วยเตือนความทรงจำ เมื่อได้กลับมาพบกันอีกครั้          

2.เราสามารถทราบอายุของน้องแมวได้ผ่านทางเสียงครางของพวกมัน เช่น น้องแมวที่ยังอายุน้อย จะครางเสียงเดียว ไม่มีเสียงสูงหรือต่ำ เเต่ถ้าเป็นน้องแมวที่โตเเล้ว ก็สามารถทำได้เหลายเสียง เสียงทุ้ม เเหลม หรือก้องบ้าง จะขึ้นอยู่กับอารามณ์ของพวกมันด้วยเช่นเดียวกัน

3. เสียงครางของแมวนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่ามันมาจากอวัยวะส่วนไหน ขนาดนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู่เเเน่ชัดเลย 

4. น้องแมวจะใช้เสียงครางก็ต่อเมื่อเขาอยู๋กับคนที่เขารัก จะมาคลอเคลีย ออดอ้อน เเละพวกมันก็จะใช้เสียงครางด้วย 
          
 5. น้องแมวชอบงีบมากกว่านอนยาว เเต่ถ้าได้หลับยาวจริงๆเเล้วละก็ พวกเขาจะหลับลึก เเละฝันด้วยๆ เพราะความฝันจะช่วยทำให้พวกเขาผ่อนคลายจากความรู้สึกตื่นเต้นหรือตกใจที่ได้เจอมาวันนี้นั้นเอง          
 6. แมวไม่ชอบสบตาใคร เคยไหมที่รู็สึกว่าเขามองเราเเต่พอเรามองกลับ เขากลับหันหน้าไปทางอื่นๆ เเต่จริงๆเเล้วเขาก็ไม่ได้เกลียดอะไรเราหรอกนะ เเค่เพียงเเต่ไม่ค่อยชอบที่จะสบตามากกว่า เเต่ถ้าเขากระพริบตาใส่เรานั้นก็หมายถึงเขารักเรามากเช่นกันนะ    
       

 7. จังหวะการเต้นของหัวใจน้องแมวจะอยู่ที่ประมาณ 160-240 ครั้งต่อวินาที เเต่ก็ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ เเละเเต่ละวัยก็พวกมันด้วยๆ           

 8. น้องแมวซะส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าทำไมเราทำโทษพวกเขา ดังนั้นเราจึงควรให้รางวัล เเละชมมันในตอนที่มันทำอะไรดีๆ เเทนการตีมันน่าจะดีกว่านะ        

 9. น้องแมวทนร้อนได้ดีมากกว่าคนก็เพราะว่า บรรพบุรุษของน้องแมวนั้นเคยมีถิ่นกำเนิดมากจากทะเลทรายมากก่อนไง

10. จริงๆเเล้วอาหารโปรดของน้องแมวก็คือตับไก่นะ เเต่ทานมากไม่ค่อยได้ เพราะตับนั้นมีวิตามินเอ ซึ่งถ้าทานมากเกินไปอาจจะทำให้กระดูกของน้องแมวเปราะบางได้ง่ายๆ           


วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โรคพิษสุนัขบ้าในแมว





โรคพิษสุนัขบ้าในแมวคืออะไร

           เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “Rhabdovirus”  จะติดต่อเฉพาะในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  เมื่อโดนกัดแล้ว เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลที่ถูกกัดหรือเลีย  หลังจากที่ถูกสัตว์ที่เป็นโรคนี้กัดทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายและวิ่งเข้าสู่เส้นประสาทในบริเวณนั้นทันที แล้วไปตามเส้นประสาทเข้าสู่สมอง ถ้าเข้าสู่สมองไปแล้วไม่มียาตัวใดเข้าไปจัดการกับเชื้อโรคได้  จะมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา 

       

แมวเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร 


-          ติดเชื้อทางน้ำลายที่เป็นโรคนี้อยู่แล้ว
-          ใช้ของร่วมกันกับแมวที่มีเชื้อ
-          จะพบในแมวที่ชอบไปเที่ยวนอกบ้าน

อาการโรคพิษสุนัขบ้าในแมวเป็นอย่างไร

                                          ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ระยะ
-  ระยะแรก จะมีอาการหงุดหงิด ชอบหลบซุกในที่มืด ระยะนี้จะกินเวลาไม่เกิน 1 วัน
-  ระยะตื่นเต้น จะแสดงอาการดุร้าย กัด หรือข่วนคนหรือสัตว์ที่เข้ามาใกล้ กล้ามเนื้อสั่น น้ำลายไหล กลืนลำบาก ระยะนี้กินเวลาประมาณ 2 - 4 วัน
-  ระยะอัมพาต จะเริ่มเป็นตรงที่ขาหลังก่อน แล้วลามมายังลำตัว ขาหน้าและหัว จนทั่วตัวอย่างรวดเร็ว แล้วก็ตายได้เลย

โรคพิษสุนัขบ้ามีวิธีรักษาหรือไม่

ในประเทศไทยยังไม่สามารถรักษาโรคพิษสุนัขบ้าให้หายได้ แต่ถ้ากำลังได้รับเชื้อแล้วมาหาสัตวแพทย์ได้ทัน น้องแมวก็สามารถกลับมาเป็นปกติได้

โรคพิษสุนัขบ้าในแมวมีป้องกันหรือไม่

-  พาน้องแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตามที่สัตวแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ
-  พยายามไม่ให้น้องแมวออกไปเที่ยวนอกบ้าน (หรือทำหมันไปเลยก็ได้ เพื่อลดความเสี่ยง)
-  แยกน้องแมวที่ป่วยออกจากแมวตัวอื่นๆ






                  ท้ายที่สุดเเล้ว เราก็ได้รู้กันเเล้วว่า โรคพิษสุนัขบ้า ที่ไม่ว่าที่ไหน ประไหนอะไรก็ รญรงค์ให้ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไว้ เพราะถ้าสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมได้ติดเชื้อนี่เข้าไปเเล้ว พวกเขาจะไปอย่างรวดเร็วมาก โดยที่ไม่ว่าประเทศไหนก็ยังไม่มียาที่สามารถรักษาให้หายได้ เราจึงควรใส่ฝจ พาพวกเขาไปฉีดวัคซีนเป็นประจำตามที่สัตวเเพทย์สั่ง เเละคอยให้เขาอยู่บ้านเพื่อลดความเสียงในการไปติดเชื้อนอกบ้าน เลี้ยงเขาด้วยความห่วงใย เเละความรัก เเค่นี้เเหละ น้องแมวของเราก็จะต้องเป็นแมวที่มีความสุขมากที่สุดในโลกเเน่ๆเลย









 
Blogger Templates